คบเด็กสร้างชาติ โตไปไม่โกง

คบเด็กสร้างชาติ โตไปไม่โกง

วันนี้ได้อ่านหนังสือนิตยสารเล่มหนึ่ง มีบทความของคุณสุทธิชัย หยุ่น พูดถึงโครงการ “โตไปไม่โกง ”
อ่านแล้วรู้สึกสนใจ เลยค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม รู้สึกดีกับโครงการนี้มากค่ะ เลยหยิบมาฝากให้อ่านกันที่นี่ด้วย

ขอขอบคุณ:
แหล่งข้อมูลหลัก http://growinggood.org/project
ที่มาของบทความด้านล่าง http://bit.ly/90kDKi

โครงการ คบเด็กสร้างชาติ โตไปไม่โกง

เชยไปแล้วสำหรับคำกล่าวที่ว่า “คบเด็กสร้างบ้าน” เพราะในยุคที่ผู้ใหญ่คบยากถึงขั้นไม่น่าคบ เห็นทีต้องเปลี่ยนมุมมองมาคบเด็กสร้างชาติ”

ความซื่อสัตย์แค่ผ่าน โกงบ้างเมื่อจำเป็น ยอมรับได้หากรัฐบาลโกงกินแล้วทำให้ตนเองอยู่ดีมีสุข” นี่คือภาพรวมระดับคุณธรรมของสังคมไทย ที่หลายสำนักวิจัยฟันธงใกล้เคียงกันและมีแนวโน้มว่าสถานการณ์จะแย่ลงอีกหากเด็กไทยยังคงซึมซับค่านิยมแบบนี้ไว้เป็นนิสัยส่วนตัว
 “โตไปไม่โกง” คือชื่อเล่นของโครงการโรงเรียนสีขาวหลักสูตรคบเด็กสร้างชาติ ที่ผู้ใหญ่จากหลายวงการจับมือกันร่างฝันให้เป็นจริง มีนักวิชาการผู้เกาะติดปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสในประเทศไทย รศ.ดร.จุรี วิจิตรวาทการ ประธานศูนย์สาธารณะประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์-นิด้า เป็นผู้ดูแลจัดทำหลักสูตรสำนึกดี เพื่อติดอาวุธคุณธรรมให้เยาวชน
 หลักสูตรโตไปไม่โกง กำหนดเปิดตัวพร้อมกัน ณ โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 220 แห่ง ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ คนหนึ่งที่ใจจดใจจ่อรอคอยผลตอบรับก็คือ ดร. จุรี ผู้ปลุกปั้นหลักสูตรนี้มากับมือ

  

หลักสูตรโตไปไม่โกงมีที่มาอย่างไร

 ชื่อเต็มๆ คือ โครงการโรงเรียนสีขาวหลักสูตรคบเด็กสร้างชาติโตไปไม่โกง คือต้องการให้เด็กเป็นคนดี ชาติจะได้ประโยชน์ เรามองหลายเรื่องไม่ใช่แค่เรื่องโกงอย่างเดียว เรื่องปลูกฝังจิตสำนึก เรื่องการเป็นพลเมืองที่ดีเป็นคนดีของสังคม เพียงแต่เราสนใจเรื่องคอร์รัปชั่น เราก็ไปพูดเรื่องนั้นเยอะ มันเป็นการเตรียมคนพัฒนาคุณค่าให้คนในสังคม เตรียมความพร้อมให้เขาสามารถซึมซับเอาหลักต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ไปใช้ อย่างเรื่องไม่โลภมาก เรื่องการมีจิตสาธารณะ เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต หรืออีกเรื่องที่เราเน้นมากคือเรื่องความรับผิดชอบ เป็นเรื่องที่สังคมไทยยุคหลังขาดหายไป

อาจารย์เห็นปัญหาอะไรจึงคิดว่าเด็กๆ ต้องเรียนเรื่องเหล่านี้

 ที่ผ่านมาเราพูดกันน้อยมาก ดีใจที่ตอนนี้ได้เข้ามาเป็นหลักสูตรในโรงเรียนจริงๆ เพราะถ้าถามดิฉันในฐานะที่เป็นคนที่ศึกษาสังคมไทยเชิงลึก จะรู้สึกว่าคนไทยเป็นคนดีแต่เราไม่ค่อยมีหลักการ นานมาแล้ววัดมีบทบาทต่อประชาชนเยอะ อย่างน้อยเราก็ได้ดูดซึมยึดหลักศาสนาในเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ ถูก ผิด ชั่ว ดี ผิด เรารู้สึกละอายต่อการทำความผิดบ้าง แต่ช่วงหลังกระแสการพัฒนามาเร็วมาก ยิ่งกระแสตะวันตกมาผสมผสานเราก็ยิ่งก้าวสู่ยุคบริโภคนิยมวัตถุนิยมมากเหลือเกิน จนลืมคุณค่าความเป็นคน
 เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าความเอื้ออาทรต่อคนอื่นที่คนไทยเคยมีมันหายไป แม้กระทั่งความเป็นมนุษย์ก็น้อยลง มนุษย์ที่มีความเห็นใจคนอื่น สิ่งเหล่านี้คือคนไทยขาดค่านิยมที่เป็นเข็มทิศชี้ทางให้เราปฏิบัติตนให้เป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าในสังคม นี่เป็นที่มาที่ดิฉันคิดว่าต้องมีหลักสูตรนี้ขึ้นมาเพื่อปลูกฝังในตัวเด็ก ซึ่งมันคงต้องใช้เวลา เมื่อเด็กมีตรงนี้แล้วมันจะเป็นภูมิคุ้มกัน ต่อการยั่วยุต่อปัญหาต่างๆ ไปตลอดชีวิต ตัดสินใจอะไรได้เอง ไม่ต้องรอให้กฎหมายมาลงโทษ เราลงโทษตัวเราเองได้เมื่อรู้ตัวว่าเราทำผิด คุณค่าเหล่านี้มันจะทำให้สังคมเข้มแข็ง
ถ้าคนในสังคมมีหลักในการทำความเข้าใจเรื่องถูก ผิด ชั่ว ดี ยับยั้งชั่งใจตัวเอง การรู้จักเสียสละ อยู่แบบไม่เกินเหตุเกินควร ไม่ต้องสุดขั้วสุดโต่ง มันก็จะทำให้สังคมเราอยู่ร่วมกันได้ดี นี่คือสิ่งที่ดิฉันคิดว่าต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก เราจึงเริ่มจากอนุบาล ยิ่งเล็กยิ่งดีเพราะเขาจะดูดซึมได้มาก

ดูเหมือนว่าหลักสูตรนี้จะให้ความสำคัญกับความไม่ซื่อสัตย์ อาจารย์คิดว่าคุณธรรมข้อนี้ในบ้านเรากำลังวิกฤติ?

 ปัญหาของสังคมไทยมีหลายอย่าง ปัญหาพันธนาการจากอดีตหลายเรื่องมันทับซ้อนมา ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมในสังคมมีเยอะ สิ่งเหล่านี้เราปฏิเสธไม่ได้ แต่ส่วนหนึ่งที่เราเห็นว่าลึกที่สุดเลยและไม่เคยพูดเพราะเห็นว่ามันเป็นเรื่องยาก เป็นนามธรรมก็คือ ระบบความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ถ้าคนดีมีจิตสำนึก มันจะแก้ปัญหาอื่นได้พอสมควร ถ้าเรามีรัฐธรรมนูญที่ดีแต่คนไม่มีจิตสำนึกเลย ก็จะไปบิดเบือนเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองและพวกพ้อง ฉะนั้นยังไงคุณต้องเป็นคนดี ระบบต้องดี คนต้องดี เราชอบปรับระบบโครงสร้างแต่ไม่เน้นเรื่องความคิดของคน ฉะนั้นต้องฝึกปฏิบัติตั้งแต่เด็ก
 จุดที่วิกฤติจริงๆ ของสังคมเราคือการไม่แยกแยะระหว่างถูกผิด หรือกระแสที่ว่าใครๆ เขาก็ทำกันเราก็ทำได้ หรือทำผิดบ้างไม่เป็นไรขอให้มีผลงาน อย่างเด็กมัธยมเคยมีการสำรวจว่า โกงบ้างไม่เป็นไรขออย่าถูกจับก็แล้วกัน แสดงว่าความหนักแน่นของความถูก – ผิด เราไม่เข้มแข็ง เรื่องระบบกลไกเราต้องค่อยๆ ปรับกันไป แต่เรื่องคน เราไม่ทำไม่ได้ คนไทยเรามีหลายอย่างที่ง่ายเกินไป เช่น ให้อภัยโดยไม่มีการตำหนิลงโทษทางสังคม การไม่แยกแยะถูกผิดอย่างจริงจัง

จากแนวคิดพัฒนามาเป็นหลักสูตรได้อย่างไร

 ดิฉันเป็นคนศึกษาปัญหาสังคม แล้วก็พยายามจะดูว่าสังคมไทยจะเข้มแข็งขึ้นได้อย่างไร เราก็เห็นปัญหาที่ความอ่อนแอด้านคุณธรรมจริยธรรมในสังคมไทย รวมทั้งการไม่เอาจริงเอาจังกับความถูกผิดชั่วดีต่างๆ ก็คิดตามหลักวิชาว่ามันต้องเริ่มจากเด็กเล็กๆ เลย ดิฉันก็ไปที่ร้านหนังสือ สิบกว่าปีได้แล้วมั้ง ไปหาหนังสือเด็กที่เป็นของไทยจริงๆ ปรากฎว่าเจอศรีธนญชัยเวอร์ชั่นต่างๆ กับนิทานพื้นบ้าน ซึ่งไม่ได้สอนให้เป็นคนที่ซื่อสัตย์ซื่อตรง ช่วยเหลือผู้อื่น ศรีธนญชัยนี่เก่ง แต่เจ้าเล่ห์เพทุบายเอาตัวรอด พูดไม่จริง ดูแล้วก็ไม่ใช่รูปแบบที่ดีนะ ถ้าเรามาเรียนแบบนี้ทุกคนก็จะฉลาดแกมโกงกันหมด แต่ฉลาดแกมโกงไม่ได้เป็นการปลูกฝังให้คนมารับผิดชอบต่อส่วนรวม ก็เลยคิดว่าเราน่าจะมีหนังสือเด็กที่ปลูกฝังคุณค่าค่านิยมที่ดี
แล้วหลักสูตรนี้จะสอนอะไรเด็กๆ บ้าง  

 ตอนร่างหลักสูตร เราก็คุยกับนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้ บวกกับภูมิหลังที่เราทำกิจกรรมกับเด็กมาหลายปี ในนามขององค์กรเพื่อความโปร่งใสและศูนย์สาธารณประโยชน์ เรามีการกระตุ้นให้เด็กวาดภาพว่าคอร์รัปชั่นในความคิดของเขาเป็นอย่างไร มีการเขียนบทความ มีการคุยเรื่องฐานรากประชาธิปไตย ซึ่งดิฉันคิดว่ามันเป็นมิติที่สำคัญที่สุด เราจำเป็นต้องมีจิตวิญญาณประชาธิปไตย เราต้องมีจิตสำนึก ถ้าขาดจิตวิญญาณ ขาดจิตสำนึก ขาดวิถีชีวิต สังคมไม่มีทางเป็นประชาธิปไตยได้ การไปเลือกตั้งอย่างเดียวไม่ได้ทำให้สังคมเป็นประชาธิปไตยได้ กระบวนการประชาธิปไตยคือคนในสังคมทั้งหมดต้องรู้สิทธิ หน้าที่ รู้จักความรับผิดชอบ แล้วปฏิบัติเป็นวิถีชีวิตประจำวัน เราทำมานานหลายปี ทีนี้พอมันเข้าสู่หลักสูตรของโรงเรียนก็ดี เป็นระบบมากขึ้น
 ส่วนเรื่องการสอน ถ้าครูสอนเป็นข้อๆ ให้เด็กท่องจำเด็กจะเบื่อ เพราะฉะนั้นหลักสูตรของเราเน้นว่าต้องสนุกและให้เด็กเรียนรู้ ปฏิสัมพันธ์กับครูผู้สอน ครูเป็นผู้นำ แต่ให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตัวเขาเอง  เด็กๆ อาจจะให้เขาอ่านนิยาย จากนั้นเอามาร้องเป็นเพลง มีการเล่นเกม เป็นกระบวนการตอกย้ำ โตมาหน่อยอาจจะมีการให้เด็กออกไปสำรวจในโรงเรียนว่าอะไรที่เป็นสิ่งของสาธารณะ ให้เขารู้สึกว่าเป็นธุระของตัวเอง มีอะไรเสียหายตรงไหน เราพอจะช่วยอะไรได้บ้าง ต้องช่วยกันทำ เป็นการปลูกฝังให้เขารู้สึกถึงความเป็นเจ้าของร่วมกันและมีจิตอาสาในการดูแลสังคมให้ดีขึ้น
หลังจากเปิดตัวไปแล้ว เสียงตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง

 ดีค่ะ ก่อนหน้านี้เรามีการทดลองกับเด็กในโรงเรียนใกล้ๆ (นิด้า) ก่อน ดูว่าเรื่องไหนที่เด็กชอบเราก็เก็บไว้ เรื่องบางเรื่องที่เซนซิทีฟกับคนบางกลุ่มบางวัฒนธรรมเราก็เอาออก จากนั้นก็ให้ กทม.ส่งครูมาระดมความคิดกับเรา เพราะเขาเป็นผู้ปฏิบัติ ทำให้เข้าใจปัญหาและข้อจำกัดของครูด้วย เราจะพยายามก้าวข้ามปัญหาและอุปสรรค เพราะเราต้องการให้ครูเข้าใจ กระตือรือร้นที่จะอยากสอน มันเป็นเงื่อนไขพิเศษที่ว่าเราทำคู่มือทำอุปกรณ์ให้แล้ว ครูต้องเอาด้วยนะ เพราะฉะนั้นครู 1,400 กว่าคนต้องเข้าอบรม ต่อไปเราจะให้ครูเสนอโครงงานด้วย จะมีรางวัลให้ในปีต่อๆ ไป ทุกอย่างเป็นเชิงกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกภูมิใจว่าทำไปแล้วมีคุณค่า ไม่ใช่สอนไปวันๆ
ในสถานการณ์แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างนี้ มีการนำไปเกี่ยวโยงกับประเด็นทางการเมืองบ้างไหมคะ

 ประเด็นทางการเมืองไม่มี ทั้งหมดคือเราสร้างจิตสำนึกให้เด็ก เหมือนเราสร้างคนใหม่ เป็นการปฏิรูปสังคมโดยเริ่มจากโรงเรียน การปฏิรูปสังคมต้องทำหลายทาง แต่ดิฉันเชื่อว่าการปฏิรูปสังคมไม่ได้ผลถ้าเราไม่ปฏิรูปความคิดความเชื่อและระบบค่านิยมของคน ถ้าไม่ปลูกฝังกันมันก็คงแย่ มันไปตามกระแสสังคมทั่วโลก ไม่ใช่แค่คนไทย

แต่หลายคนเป็นห่วงว่าเมื่อเข้าไปอยู่ในระบบแล้วอาจจะหวังผลได้ยาก?

 เพราะฉะนั้นหลักสูตรนี้จึงเป็นอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น เรามีกล่องพิเศษให้ทุกห้อง มีคู่มือที่สวย มีอะไรที่ชวนสอนชวนอ่าน สร้างความภาคภูมิใจให้กับครูที่ได้มาสอนวิชานี้ ในนั้นจะมีของเล่น หนังสือ นิทาน เกม พยายามหาทุกวิถีทางที่จะทำให้รู้สึกว่ามีความเป็นพิเศษ แล้วเราก็จะมีการตามไปดู ไปถ่ายทำเป็นรายการเรียลลิตี้โชว์ด้วย ปีหน้าจะให้ครูไปดูงาน คิดกันหลายช็อต ให้เป็นความพิเศษจริงๆ วิธีการสอนก็พิเศษ ครูไม่ใช่สอนทางเดียว ต้องมีกิจกรรม ให้เด็กมีส่วนร่วม ให้เด็กกระตือรือร้น การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ที่ กทม.เขาทำ ก็เป็นการสร้างกระแสสังคม ให้รู้สึกว่ามีความแปลกใหม่ ไม่เหมือนอะไรทั่วไปที่อยู่ในหลักสูตร
เริ่มแรกจะสอนเฉพาะในโรงเรียนสังกัดกทม.? หลังจากนั้นจะมีการขยายต่อไปอีกหรือไม่

 ในโรงเรียนของกทม. ปีนี้เราจะสอนตั้งแต่อนุบาล ป.1-3 พร้อมกันเลย แต่ระดับความเข้มข้นไม่เท่ากัน กิจกรรมแตกต่างกันบ้าง ซึ่งถ้าทำแล้วได้รับการตอบรับดี โรงเรียนราษฎร์ โรงเรียนของกระทรวงศึกษาก็อาจจะร่วมด้วย เห็นว่าผู้ใหญ่ก็คุยกันบ้างแล้ว เรามีเว็บไซต์ ถ้าโรงเรียนไหนสนใจอยากเอาไปใช้เราเปิดเต็มที่ ไม่หวงลิขสิทธิ์

อาจารย์คาดหวังกับหลักสูตรนี้แค่ไหน

 เราพยายามทำทุกด้านเท่าที่ทำได้ และมีความคาดหวังว่ามันจะได้ผลบ้างไม่มากก็น้อย ที่สำคัญคือเราจะเรียนรู้จากบทเรียนแล้วทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ  อย่างเช่นกิจกรรมที่ดึงพ่อแม่มาร่วม ให้เด็กไปทำความดีที่บ้าน สื่อกับพ่อแม่ให้ได้คิดได้ปฏิบัติร่วมกัน เราพยายามออกแบบสื่อให้ครอบคลุมถึงครอบครัว สังคม เน้นให้คนดูแล้วคิดเอง เรียนรู้เอง คิดว่าจะได้ผลมากกว่า มันต้องอาศัยหลายคนช่วยกัน ไม่ใช่เราทำคนเดียวจะสำเร็จ แต่ถ้าไม่เริ่มทำเลยก็เหมือนไม่ได้ทำอะไรให้สังคม 
 หวังว่าถ้าเขาเรียนตั้งแต่อนุบาล ป. 1 จนถึง ป.6 ก็น่าจะมีอะไรที่ตอกย้ำเข้าไป น่าจะดีขึ้น เราต้องเปิดใจกว้าง ดิฉันคิดว่ามันเป็นช่วงที่สังคมไทยต้องมาคิดกันหนักๆ ว่าจะปฏิรูปตัวเองกันอย่างไรให้สร้างประโยชน์ให้ส่วนรวม โดยต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Share value หรือค่านิยมร่วมกัน เช่น ความเป็นธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต

 การจะมีสังคมที่ดี เข้มแข็ง ดิฉันคิดว่าต้องมาจากความร่วมมือของทุกๆ ฝ่าย ไม่มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสามารถผลักดันได้ฝ่ายเดียว เหมือนกับคำพูดที่ว่า…สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องช่วยกันสร้าง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *