ทำความรู้จักกับ Coenzyme Q10

โคเอนไซม์คิวเท็น (CoenzymeQ10) หรือที่เราเรียกสั้นๆว่า โคคิวเท็น (Co-Q10)

CoQ10 ถูกค้นพบในปี ค.ศ.1957 ว่าเป็นโคเอนไซม์ที่สำคัญตัวหนึ่งในร่างกาย จัดเป็นสารจำพวก วิตามินหรือคล้ายวิตามิน ซึ่งมีในทุกเซลล์ของร่างกาย ในร่างกายของมนุษย์พบอยู่ 3 รูปแบบ คือ Ubiquinone, Ubisemiquinone และ Ubiquinol ทั้ง 3รูปแบบมีความแตกต่างกันทางโครงสร้างและหน้าที่ในร่างกาย ร่างกายสังเคราะห์ Ubiquinone ที่ผนังเซลล์ด้านนอกของ ไมโตคอนเดรีย ที่พบได้ในทุกเซลล์ที่มีชีวิต ประมาณ 95% ของปฏิกิริยาพลังงานในร่างกาย ล้วนเกิดจากบทบาทของ CoQ10

CoQ10 ไม่ได้ให้พลังงานโดยตรงแก่ร่างกาย แต่เป็นโคเอนไซม์ที่จำเป็นในการเกิดปฏิกิริยาเคมีในร่างกายเพื่อสร้างพลังงาน จึงมีความสำคัญต่อกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ เนื่องจากหัวใจต้องทำงานตลอดเวลา จากการศึกษากว่า 25 ปีในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อิตาลีและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก พบว่าผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจล้มเหลวที่ทำการศึกษาล้วนมีภาวะขาด CoQ10 ที่รุนแรง

จากกลไกบทบาทในกล้ามเนื้อเรียบ ยังใช้ช่วยอธิบายในกรณีหายใจลำบาก หายใจแล้วเหนื่อย ว่าอาจมีภาวะขาด CoQ10 ร่วมด้วยคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ของ CoQ10 ทำให้วงการแพทย์นำ CoQ10 มาใช้ในการร่วมรักษาโรคต่างๆ ที่มีสาเหตุมาจาก ระดับสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายลดลง CoQ10 ยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ช่วยคงไว้ซึ่งผนังเซลล์และ CoQ10 ยังถูกจัดให้เป็น Potent antioxidant ป้องกันการเกิดริ้วรอยอีกด้วย

โคเอนไซม์คิวเท็น (CoenzymeQ10)

บทบาทสำคัญของ CoQ10 แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ

1. สร้างพลังงานในระดับเซลล์ CoQ10 เปรียบเสมือนหัวเทียนจุดประกายให้เริ่มต้นเครื่องยนต์เดินได้ โมเลกุลพลังงานนั้นชื่อ ATP เป็นสิ่งที่ผลิตขึ้นมาได้ ต่อไปเราอาจได้ยิน ATPase หรือ ATP Reductase ก็เปรียบเสมือนน้ำย่อย หรือ enzyme ในกระบวนการสร้างเซลล์ พลังงาน ATP ส่วน CoQ10 เป็นตัวจุดประกายให้ enzyme เริ่มเดินเครื่องก็จึงเรียก Coenzyme แต่ละเซลล์หัวใจจะพบไมโตคอนเดรียอยู่ 1,000-2,000 หน่วย เป็นตัวสร้างพลังงานให้หัวใจบีบตัวสม่ำเสมอ วันละกว่าแสนครั้งหรือกว่า 36 ล้านครั้งในแต่ละปี คิดดูว่า CoQ10 นั้นจำเป็นและต้องใช้ปริมาณมากมายแค่ไหน

2. ช่วยต้านอนุมูลอิสระ โดย CoQ10 จะกระจายรายรอบผนังเซลล์เพราะเป็นสภาวะไขมัน ซึ่ง CoQ10 ละลายได้ดี โดยจะคอยปกป้องผนังเซลล์มิให้ถูก ทำลายเสียหายจากอนุมูลอิสระ หรือ Oxidative stress อันจะก่อให้เกิดโรคแห่งความเสื่อมทั้งหลาย เมื่อคุ้มกันผนังเซลล์ได้ ก็คือ ปกป้องไมโตคอนเดรียและ DNA ได้ด้วย รหัสพันธุกรรมของเซลล์ก็ย่อมปลอดภัยจากการที่มี CoQ10 พอเพียง ไม่เสื่อม หรือแก่ตัวเร็ว หรือชรา หรือกลายเป็นมะเร็งได้ง่ายๆ ตัวอย่างภาวะต้านอนุมูลอิสระที่เห็นชัดคือ ในผนังหลอดเลือดที่ว่าคอยปกป้อง LDL คือ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระไปปกป้อง LDL ไขมันเลว มิให้อนุมูลอิสระเข้าทำลายหรือกระทบ ทำให้กลายเป็น LDL พิษ อันจะทำให้เกิดกระบวนการที่แมคโครฟากส์ต้องมากลืนกินมากๆ เข้าก็เสียศูนย์กลายเป็นโฟมเซลล์ จับอยู่ที่ผนังเกิดก้อนพลั๊กอุดตันหลอดเลือดรอการตีบหรือแตกก่อความเสียหายใหญ่หลวง

CoQ10 มีการสังเคราะห์น้อยมากในตอนแรกเกิด และมีการสร้างเพิ่มขึ้นจนถึงอายุประมาณ 21 ปี และหลังจากนั้นการสร้างก็จะลดลงเรื่อยๆ การขาด CoQ10 จึงมักพบในผู้สูงอายุจากการสร้างที่ลดลงและการดูดซึมจากอาหารได้ลดลง โดยเฉพาะหลังอายุ 70 ปี จะลดลงมากกว่า 50% การที่จะให้ร่างกายได้รับ CoQ10 อย่างเพียงพอในผู้สูงอายุจึงอาจมีความจำเป็น แต่ไม่ใช่ว่า CoQ10 ทุกรูปแบบจะดูดซึมได้ดี เนื่องจาก CoQ10 มีโมเลกุลโครงสร้างที่ใหญ่ ละลายได้ดีในไขมัน และการมีการดูดซึมที่ช้า ดังนั้นจึงควรเลือกรูปแบบที่มีคุณภาพในการดูดซึมได้ดีด้วย (ซึ่งบางบริษัทจะระบุมาให้ และมีทั้งที่ได้มาจากแหล่งธรรมชาติและจากการสังเคราะห์ และในบางสูตรก็จะมีวิตะมิน E อยู่ด้วย ทำให้มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระได้ดีมากยิ่งขึ้น)

ความแตกต่างในปริมาณและสัดส่วนที่ให้ CoQ10
ส่วนใหญ่ข้างฉลากทั่วไปจะระบุแค่ปริมาณซึ่งไม่ใช่สัดส่วนที่ดูดซึมได้ทั้งหมด

CoQ10 กับการใช้ยาลดไขมันในเลือดกลุ่ม Statin

เนื่องจากฤทธิ์ของยาลดไขมันกลุ่ม Statin เกิดขึ้นในระดับเอนไซม์(ยับยั้งเอนไซม์ HMG-CoA Reductase)ที่อยู่ในระบบการสร้างคอเลสเตอรอล และเป็นระบบเดียวกับการสร้างโคเอนไซม์คิวเทน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ร้างกายต้องใช้ในวัฏจักรสร้างพลังงาน จึงส่งผลให้ระดับโคเอนไซม์คิวเทนในเลือดลดลงอย่างมากด้วย

q10

การลดลงของระดับโคเอนไซม์คิวเทน ส่งผลให้เกิดฤทธิ์ที่ไม่พึงประสงค์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเซลล์จะขาดพลังงานและขาดสารสำคัญที่คอยเก็บกวาดอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากการทำงานของเซลล์ ในที่สุดก็จะเกิดภาวะ Oxidative Stress ซึ่งส่งผลย้อนกลับมาทำลายโครงสร้างของดีเอ็นเอ และทำลายโรงงานผลิตพลังงานในเซลล์ Mitochondria ส่งผลให้ขบวนการหายใจ และขบวนการสร้างพลังงานในเซลล์ต่างๆ เช่น หัวใจ สมอง ระบบประสาท กล้ามเนื้อ ฯลฯ ผิดปกติไป และก่อให้เกิดอาการข้างเคียงที่พบบ่อยคือ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นยึด หายใจไม่คล่อง หลงลืม สามารถส่งผลให้หัวใจทำงานผิดปกติ หรือเกิดอาการหัวใจล้มเหลว เกิดโรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น

มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับไปทั่วโลกในด้านประสาทวิทยา ทำการศึกษาหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว และได้รายงานในวารสาร The Journal Archives of Neurology เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2004 พบว่าหลังจากให้ยา Atorvastatin ซึ่งเป็นยาลดไขมันในกลุ่ม Statin นาน 14 วัน ระดับของโคเอนไซม์คิวเทนในเลือด ลดลงไปถึง 49% และอาจลดลงไปสูงถึง 60%

การศึกษานี้ สรุปผลว่าถึงแม้จะได้รับยา Atorvastatin ในช่วงสั้นๆ ก็มีผลต่อการลดลงของระดับปริมาณ Co-Q10 ในกระแสเลือดและอาการข้างเคียงในผู้ป่วยซึ่งได้รับยานี้ โดยปัจจุบันมีการใช้ยานี้อย่างแพร่หลาย แต่แพทย์มักจะไม่ได้แนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานโคเอนไซม์คิวเทนเสริมควบคู่ จึงสามารถอธิบายผลของอาการต่างๆ เช่น อาการปวดกล้ามเนื้อ (Myalgia), พบโปรตีนของกล้ามเนื้อในปัสสาวะ Myoglobinuria อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ทั้งนี้ยาตัวอื่นในกลุ่ม Statin drugs ต่างก็มีผลระงับการสร้างโคเอนไซม์คิวเทนเช่นกัน เช่น ยา Cerivostatin (Baycol) ก็มีผลอย่างรุนแรงในการยับยั้งการสร้าง Co-Q10 และได้ถูกห้ามใช้ไปแล้วเนื่องจากมีอาการไม่พึงประสงค์มากมาย รวมทั้งทำให้มีคนเสียชีวิตไปจำนวนมากด้วย

บางคนถือว่า Co-Q10 เป็นสารอาหารมหัศจรรย์ อย่างที่ได้บอกในตอนต้นว่ามันเป็นสารที่จำเป็นต่อการสร้างพลังงานในเซลล์ต่างๆ หากขาด Co-Q10 แล้วก็จะทำให้เซลล์ไม่สามารถทำงานหรือตายได้ โดยเฉลี่ยแล้วอาหารที่รับประทานต่อวันจะได้รับ Co-Q10 เพียง 1 มิลลิกรัมต่อวันซึ่งไม่เพียงพอสำหรับคนทั่วๆ ไป สาร Co-Q10 เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างมากต่อร่างกาย เป็นสาระสำคัญที่ช่วยให้หัวใจทำงานได้ดียิ่งขึ้น มีการศึกษามากมายที่มีในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทาน Co-Q10 ทดแทน สามารถช่วยลดการเกิดอาการปวดอย่างรุนแรงในโรคหัวใจ (Angina) ทำให้หัวใจในผู้ป่วยโรคหัวใจ มีการทำงานดีขึ้น และลดอาการของโรคหัวใจและการเสียชีวิตลง นอกจากนี้ Co-Q10 ยังพบว่ามีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ การทำงานของไต เคยมีรายงานพบผู้ป่วยที่มีอาการไตวายระยะสุดท้ายมีอาการดีขึ้น เมื่อได้รับ Co-Q10 นอกจากนี้ มันยังมีประโยชน์ต่อระบบประสาทส่วนกลางอีกด้วย โดยมีรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าผู้ป่วยที่มีอาการปวดไมเกรนที่รับประทาน Co-Q10 นั้น มีอาการดีขึ้น

แต่จากข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ กลับไม่มีการประกาศเตือนใดๆ เลยจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ว่าการใช้ยา Statin จะทำให้เกิดการลดลงของระดับ Co-Q10 ในร่างกาย แม้กระทั่งแพทย์หลายๆ คนก็ไม่ได้ให้ความสนใจที่จะแจ้งข้อมูลนี้แก่ผู้ป่วย ซึ่งต่างกับประเทศแคนาดามีการประกาศเตือนอย่างชัดเจนว่าการลดลงของ Co-Q10 หรือ การขาดสารอาหารชนิดนี้ อาจทำให้เกิดโรคหัวใจวายได้ ซึ่งเมื่อเราขาด Co-Q10 แล้วจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง และอาจเกิดภาวะหัวใจวายได้

——-
ขอแนะนำให้อ่านแหล่งที่มาด้านล่างนี้และแหล่งอื่นๆเพิ่มเติมค่ะ
ขอขอบคุณ แหล่งข้อมูลและอ้างอิง: (ในแต่ละแหล่งจะมี Reference เพิ่มเติมค่ะ)
1. Coenzyme Q10 and Statin-Induced Mitochondrial Dysfunction
2. โคเอนไซม์คิวเท็น (CoenzymeQ10)คืออะไร
3. ยาลดระดับไขมันในเลือด

เรียบเรียงโดย Pattanan.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *