ครม.เห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัทการบินไทย

ครม.เห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัทการบินไทย

อาจมีหลายๆท่านที่ติดตามว่า กิจการ การบินไทย จะเป็นอย่างไรต่อไป
เราเองก็สนใจอยู่นะคะ ก็ลองหาข้อมูลเบื้องต้น ที่เข้าใจง่ายๆสักนิดก่อน
และผลที่ออกมาวันนี้ก็น่าสนใจมากค่ะ เพราะไม่ได้มีแค่ 2 ทางเลือก
ว่าจะอุ้ม หรือปล่อยให้ล้ม..

[ข่าว] การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (19 พ.ค.) จะมีการพิจารณามติคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่เห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยเข้าสู่กระบวนฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า

แนวทางการฟื้นฟูกิจการการบินไทยประกอบด้วย

1.เริ่มจากการให้การบินไทยพ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ

โดยให้กระทรวงการคลังขายหุ้นการบินไทย 3% ให้กองทุนวายุภักดิ์ ภายหลังการขายหุ้นแล้วทำให้คลังเหลือการถือหุ้น 47%

2.จากนั้นจะปรับโครงสร้างการบริหาร

โดยให้กรรมการลาออกจนเหลือ 3 คน ซึ่งยังไม่ได้กำหนดว่าเหลือใครและจะเติมกรรมการใหม่เข้าไป ขั้นแรก 3 คน ที่วางตัวไว้ ได้แก่ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช อดีตซีอีโอ ปตท. นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และนายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ และอดีต ดีดีการบินไทย

3.ร้องขอต่อศาลล้มละลายเพื่อขอฟื้นฟูกิจการ

ซึ่งเมื่อศาลรับฟื้นฟูกิจการ หนี้ของการบินไทยจะผิดนัดชำระหนี้ (default) โดยอัตโนมัติ ในประเด็นนี้ทีมบริหารคิดว่าจะดูแลในส่วนหนี้สหกรณ์ 3.6 หมื่นล้านบาท ยืดหนี้ออกไป โดยมีเงื่อนไขจะจ่ายดอกเบี้ยเพิ่ม

4.ล้มแนวคิดเดิมที่ต้องการให้ การบินไทย เป็นโฮลดิ้ง คัมพานี

โดยการยกเลิกการตัดขายกิจการในเครือทั้งหมด เช่น ครัวการบินไทย หรือ ไทยสมายล์

5.การดูแลเจ้าหนี้ต่างประเทศ จะเดินคู่ขนานกับศาลไทยและศาลสหรัฐ

ที่ต้องยื่นฟื้นฟู โดยอาศัย Chapter 11 ตามกฎหมายล้มละลายของสหรัฐ เพราะการบินไทยต้องดำเนินกิจการต่อไป หากบินไปในต่างประเทศอาจจะโดนยึดเครื่องบินไทย รวมทั้งการดูแลเจ้าหนี้ลิสซิ่งเครื่องบินด้วย ซึ่งมีสหรัฐ อังกฤษ และเยอรมัน เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่

ทั้งนี้ ฐานะการเงินของการบินไทย สิ้นปี 2563 จากการประเมินของฝ่ายบริหารการบินไทย ระบุว่าจะขาดทุนสุทธิ 59,000 ล้านบาท ส่วนของทุน 4.7 หมื่นล้านบาท ในขณะที่หนี้สินที่มีดอกเบี้ย (ไม่รวมค่าเช่าเครื่องบิน) อยู่ที่ 220,000 ล้านบาท

‘คลัง’จ่อลดถือหุ้นบินไทย3%

แหล่งข่าวจาก คนร.กล่าวว่า คนร.มีมติให้ลดสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังในการบินไทยลง 3% หรือลดจาก 51% เหลือ 48% เพื่อให้พ้นสภาพจากรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะทำให้การฟื้นฟูกิจการคล่องตัวขึ้น

ทั้งนี้ สัดส่วนหุ้นที่ลดลงดังกล่าว จะถูกขายต่อให้กองทุนวายุภักษ์ โดยหลังจาก ครม.มีมติตามที่ คนร.เสนอแล้ว คณะกรรมการกองทุนวายุภักษ์จะประชุมโดยเร็ว เพื่อขอมติเข้าซื้อหุ้น

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะขายหุ้นให้กองทุนวายุภักษ์ในราคาตลาด ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 4 บาทต่อหุ้น อาจทำให้กระทรวงการคลังขาดทุนเพราะต้นทุนอยู่ที่ 14 บาทต่อหุ้น แต่เพราะมติ คนร.เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมจึงยอมรับ

ปัจจุบันกระทรวงการคลังถือหุ้นการบินไทยรวม 1,113.93 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 51.03% หากกระทรวงการคลังต้องขายหุ้นออก 3% จะมีหุ้นที่ถูกขายออกมาราว 65.48 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นการขาดทุนรวม 654 ล้านบาท

ส่วนการเคลื่อนไหวของหุ้นการบินไทย วานนี้(18พ.ค.) ปรับลดลงชนกรอบล่าง (ฟลอร์) ของการซื้อขาย โดยมาปิดตลาดที่ 4.10 บาท ลดลง 0.72 บาท คิดเป็นการลดลง 14.94% มูลค่าการซื้อขายรวม 363.02 ล้านบาท

คนร.หมดหน้าที่หลังยื่นศาล

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวตอบคำถามประเด็นการบินไทยต้องพ้นจากรัฐวิสาหกิจหรือไม่ ว่า ตามขั้นตอนคงเป็นอย่างนั้นเพราะจะได้คล่องตัวขึ้น โดยเมื่อเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการจะทำให้ คนร.หมดอำนาจกำกับดูแล โดยอำนาจการบริหารจะอยู่กับผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งศาลตั้งขึ้นตามคำแนะนำเจ้าหนี้

นอกจากนี้ การฟื้นฟูกิจการของกิจการที่มีหนี้สินจำนวนมากนั้น เป็นสิ่งที่ดีเพราะไม่ต้องนำทรัพย์สินไปขายทอดตลาด และไม่ต้องชำระหนี้ เนื่องจากหลังการยื่นศาลล้มละลายกลางเพื่อขอฟื้นฟูกิจการจะเกิดภาวะ Automatic Stay หรือการพักการชำระหนี้โดยผลของกฎหมาย ซึ่งเจ้าหนี้เรียกให้แบ่งชำระหนี้ไม่ได้

ผู้ทำแผนมีอำนาจเท่า “ดีดี”

ส่วนผลต่อพนักงานการบินไทยขึ้นกับผลประกอบการและเส้นทางการบิน ซึ่งผู้ทำแผนฟื้นฟูคงต้องหารือและตกลงกับพนักงาน เพราะผู้ทำแผนมีอำนาจเสมือนเป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี)

ส่วนประเด็นการเปิดบินระหว่างประเทศในเดือน ก.ค.นี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ตามหลักกฎหมายดังกล่าว ลูกหนี้ที่อยู่ในการฟื้นฟูกิจการจะประกอบธุรกรรมได้ ส่วนการล้มละลาย คือ การทำให้ลูกหนี้ต้องหยุดทุกทางแล้วนำทรัพย์สินไปขายทอดตลาด แต่กรณีการบินไทยไม่ได้พูดถึงการให้ล้มละลาย

เตรียมตั้งทีมเจรจาเจ้าหนี้

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ก่อนการเข้าสู่การยื่นศาลล้มละลายเพื่อขอฟื้นฟูกิจการจะต้องมีการตั้งทีมเจรจากับเจ้าหนี้ให้เรียบร้อยก่อน รวมถึงเจ้าหนี้ต่างประเทศเพราะถ้าเจรจาไม่เรียบร้อยก็ไม่สามารถยื่นศาลล้มละลายได้

ทั้งนี้ การยื่นฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายของไทยถือเป็นขั้นตอนทางกฎหมายมีผลบังคับใช้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก ในขณะที่การยื่นล้มละลายต่อศาลในสหรัฐเพราะมีหลายความเห็นว่าการบินไทยมีเจ้าหนี้ต่างชาติจำนวนมาก ดังนั้นอาจจะต้องยื่นศาลสหรัฐเพื่อมีผลบังคับใช้ด้วย แต่ขณะนี้ยังไม่มีการสรุป

ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการเจรจาเจ้าหนี้ต่างชาติไม่แล้วเสร็จ อาจทำให้การบินไทยถูกยึดคืนเครื่องบินเมื่อนำไปทำการบินและลงจอดที่สนามบินในต่างประเทศนั้น อาจเกิดขึ้นได้หากการเจรจาระหว่างเจ้าหนี้และการบินไทยไม่บรรลุข้อตกลง หรือกรณีเจ้าหนี้ขอให้ชดใช้หนี้แต่การบินไทยนิ่งเฉย

นอกจากนี้ กระบวนการยื่นศาลล้มละลายในต่างประเทศ ยังทำให้การบินไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เพื่อตั้งทีมที่ปรึกษา ศึกษาขั้นตอนทางกฎหมาย และดำเนินการยื่นตามกระบวนการศาล จึงไม่น่าจะเหมาะสมหากการบินไทยจะดำเนินการในกระบวนการนี้

ดังนั้นสิ่งที่การบินไทยต้องเร่งดำเนินการ คือการศึกษาสัญญาเช่า-ซื้อ หรือการลงทุนอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ว่าการลงนามสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศใดบ้าง และมีข้อกฎหมายอย่างไร พร้อมทั้งเตรียมดำเนินการเจรจาเจ้าหนี้

ขอบคุณที่มา https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/881119?ant=


ภายหลังประชุม มีข้อความที่ท่านนายกชี้แจง ผ่านเฟสบุค
ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha วันนี้ 19-5-63

การตัดสินใจของท่านนายกและคณะรัฐมนตรีในวันนี้

(เป็นข้อความบางส่วน อ่านข้อความเต็มคลิกลิงค์ด้านล่าง)

ไม่อุ้มครับ !”เราจำเป็นจะต้องรักษาเงินตราของประเทศไทยเอาไว้ เพื่อใช้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในช่วงเวลาข้างหน้าต่อจากนี้”

เราจำเป็นต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนในการใช้จ่ายงบประมาณ ยิ่งเป็นจำนวนมากหลังจากวิกฤตโควิดต่อจากนั้นก็เพื่อจะให้ประชาชนอยู่รอดได้ สร้างชีวิต สร้างรายได้ ทุกอย่างมาสู่ภาวะปกติ และมีการสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมา และเข้มแข็งในระยะต่อไปนะครับ เราต้องมองทุกมิตินะครับ
.
ผมเองรู้สึกว่า การที่ผมตัดสินใจให้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูนั้น โดยไม่ปล่อยให้การบินไทยต้องเข้าสู่สถานะล้มละลาย ซึ่งมันอาจจะทำให้พนักงานมากกว่า 2 หมื่นคน ต้องถูกลอยแพ พวกเราทุกคนคงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นนะครับ
.
เพราะฉะนั้น รัฐบาลก็ยืนยันว่าจะสนับสนุนในการดำเนินการดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพื่อจะให้การบินไทยยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ แม้ไม่ได้รับเงินจากรัฐบาล ผมจึงอนุญาตให้การบินไทยเข้าไปอยู่ภายใต้การคุ้มครองของศาล และเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูภายใต้คำสั่งของศาล ซึ่งศาลจะแต่งตั้งมืออาชีพเข้ามาช่วยบริหารจัดการการฟื้นฟูการบินไทย
ผมเอง และพี่น้องประชาชนทุกคนก็คงคาดหวังเช่นเดียวกันว่า เมื่อมีมืออาชีพเข้ามาช่วยบริหารจัดการแล้ว การบินไทยจะสามารถกลับมาเป็นสายการบินแห่งชาติที่คนไทยเคยภาคภูมิใจ และกลับมาเป็นองค์กรที่ช่วยสร้างความรุ่งเรืองให้กับประเทศไทยได้
.
ด้วยวิธีการเช่นนี้ เป็นวิธีการเดียวที่การบินไทยจะยังสามารถดำเนินกิจการต่อได้ พนักงานของการบินไทยก็จะยังมีงานทำต่อไป ในขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างของการบินไทยที่ควรจะทำสำเร็จมาตั้งนานแล้ว ก็จะเกิดขึ้นได้ด้วย ในการเข้าสู่มาตรการฟื้นฟูขณะนี้นะครับ

[คลิกอ่านข้อความทั้งหมด ได้ที่ด้านล่างนี้ค่ะ]

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *