โรคข้อรูมาตอยด์ โรคเก๊าท์ อาการปวดมือและข้อมือ
โพสต์นี้เขียนไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วค่ะ เพียงแต่ไม่ได้ publish online
พอดีช่วงนี้ญาติผู้ใหญ่มีอาการปวดมือและข้อนิ้วไม่หาย ก็เลยมาค้นข้อมูลเพิ่มเติมดูอีกครั้ง
เลยคิดว่าโพสต์นี้น่าจะยังมีประโยชน์กับใครที่อาจกำลังค้นหาข้อมูลนี้อยู่..
วันก่อนได้คุยกับพี่สาว ถึงอาการปวด บวม ตามข้อกระดูกในร่างกาย ซึ่งตอนแรกก็สงสัยเรื่องรูมาตอยด์กับโรคเก๊าท์ แต่ผลยูริคก็อยู่ในระดับปกติ เลยค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม พบว่ามีลักษณะอาการใกล้เคียงกับโรคข้อรูมาตอยด์ เพราะคนสูงอายุหรือวัยกลางคนมักจะเป็นกัน เลยอยากหยิบข้อมูลเบื้องต้นจากสมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย มาฝาก คิดว่าน่าจะมีประโยชน์นะคะ
==============
โรครูมาตอยด์
==============โรครูมาตอยด์คืออะไร ?
โรครูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเด่นคือ มีการเจริญงอกงามของเยื่อบุข้ออย่างมาก เยื่อบุข้อนี้จะลุกลามและทำลายกระดูกและข้อในที่สุด โรคนี้มิได้เป็นแต่เฉพาะข้อเท่านั้น ยังอาจมีอาการทางระบบอื่น ๆ อีก เช่น ตา ประสาท กล้ามเนื้อ เป็นต้น
ข้ออักเสบเรื้อรังส่วนใหญ่เป็นโรครูมาตอยด์ใช่หรือไม่ ?
ถึงแม้โรครูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุด แต่จะมีกลุ่มโรคข้ออักเสบเรื้อรังอื่น ๆ อีกมากที่เลียนแบบโรครูมาตอยด์ได้ ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจจากแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เนื่องจากการรักษาจะแตกต่างกันออกไป
สาเหตุของโรครูมาตอยด์คืออะไร ?
สาเหตุที่แท้จริงยังไม่เป็นที่ทราบแน่นอน แต่จากการศึกษาพบว่าโรคนี้มีส่วนเกี่ยวกับการติดเชื้อบางอย่าง และมีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม
ผู้ใดบ้างที่เป็นโรครูมาตอยด์ได้ ?
โรครูมาตอยด์สามารถเป็นได้กับทุกกลุ่มอายุตั้งแต่เด็กจนถึงวัยชรา แต่ส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยวัยกลางคน และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
เมื่อเป็นโรครูมาตอยด์จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ?
เมื่อเป็นโรครูมาตอยด์ เยื่อบุข้อจะมีการเจริญงอกงามและมีการหนาตัว จากนั้นจะลุกลามทำลายกระดูกและข้อในที่สุด ในระยะแรกผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดตามข้อ มีอาการฝืดขัดข้อเป็นเวลานานในตอนเช้า เมื่อมีอาการชัดเจนข้อจะมีการบวม ร้อน และปวด โรคนี้สามารถเป็นได้กับทุกข้อของร่างกาย แต่ที่พบไดบ่อยคือข้อของนิ้วมือ ข้อมือ ข้อเข่า ข้อเท้า และข้อนิ้วเท้า อาการของข้ออักเสบจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ในบางรายอาจมีอาการรุนแรงแบบเฉียบพลันได้ บางรายอาจมีไข้ เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดร่วมด้วยได้ ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีอาการทางระบบตา ปอด และมีปุ่มขึ้นตามตัวได้
การวินิจฉัย
ในรายที่เป็นมานานและมีข้ออักเสบชัดเจนการวินิจฉัยจะทำได้ไม่ยาก แต่ในรายที่เป็นในระยะแรกการวินิจฉัยอาจยุ่งยาก แพทย์อาจจำเป็นต้องทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการต่าง ๆ เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและวินิจฉัยแยกโรคที่คล้ายโรครูมาตอยด์ออกไป
การตรวจหาสารรูมาตอยด์ในเลือดจะช่วยการวินิจฉัยหรือไม่ ?
สารรูมาตอยด์สามารถตรวจพบได้ในเลือดของผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ประมาณร้อยละ 70-80 แต่สารนี้สามารถตรวจพบได้ในโรคข้ออักเสบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่โรครูมาตอยด์ ตรวจพบได้ในโรคติดเชื้อบางอย่าง หรือตรวจพบได้ในคนปกติ ดังนั้นการตรวจพบสารนี้จะไม่ได้บอกว่าผู้ป่วยเป็นโรครูมาตอยด์ แต่จะใช้ในการสนับสนุนการวินิจฉัยโรค อนึ่ง ในระยะแรก ๆ ของโรครูมาตอยด์การตรวจหาสารนี้อาจให้ผลลบได้
การรักษา
1. การใช้ยา ในปัจจุบันมียามากมายที่ใช้ในการควบคุมและรักษาโรครูมาตอยด์ให้ได้ผลดี ยาเหล่านี้ได้แก่ ยาแอสไพรินและยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ ผู้ป่วยแต่ละรายจะตอบสนองต่อยาเหล่านี้แตกต่างกันออกไป ยาเหล่านี้อาจมีผลข้างเคียงทางด้านระบบทางเดินอาหารและระบบไตได้
ในรายที่เป็นรุนแรง มีอาการมากและข้อถูกทำลายมาก แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่ายาระดับที่ 2 ซึ่งได้แก่ ยาต้านมาลาเรีย ยาทองคำ ยาเมทโธเทรกเซท ยาซัลฟาซาลาซีน เป็นต้น ยาเหล่านี้ไม่มีฤทธิ์ในการระงับการเจ็บปวด แต่จะช่วยระงับการลุกลามของโรคได้ แต่เนื่องจากยาเหล่านี้มีผลข้างเคียงที่รุนแรง จึงควรใช้ในรายที่มีอาการรุนแรงและใช้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น อนึ่ง ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นยาที่มีผู้นำเอามาใช้ในการรักษาโรครูมาตอยด์เป็นเวลานานแล้ว เนื่องจากยานี้มีคุณสมบัติในการระงับการอักเสบของข้อได้ แต่จากการศึกษาในระยะหลัง ๆ พบว่ายาชนิดนี้ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงการดำเนินของโรคเลย แต่เมื่อใช้ยานี้ไปนาน ๆ ผู้ป่วยจะติดยาและไม่สามารถเลิกยาได้ พร้อมทั้งเกิดภาวะแทรกซ้อนจากยาชนิดนี้มากมาย เช่น อ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตาเป็นต้อกระจก กล้ามเนื้ออ่อนแรง และกระดูกผุ เป็นต้น จึงไม่ควรเป็นอย่างยิ่งในการนำยานี้มาใช้รักษาผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ ยกเว้นในรายที่มีอาการรุนแรงและไม่สามารถรักษาด้วยยาชนิดอื่นแล้ว และควรดูแลควบคุมด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
2. การพักผ่อนและการบริหารร่างกาย มีส่วนสำคัญมากในการรักษาผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ การพักผ่อนจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น ไม่มีอาการอ่อนเพลีย แต่การพักที่นานเกินไปจะทำให้ข้อฝืดขัด ดังนั้นการพักผ่อนจะต้องสมดุลย์กับการบริหารร่างกาย การบริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอไม่ติดขัด และช่วยให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตนเองได้ (ศึกษาเพิ่มเติมจากเอกสารชุดการบริหารร่างกาย)
3. การป้องกันไม่ให้ข้อถูกทำลายมากขึ้น เป็นสิ่งสำคัญ ผู้ป่วยควรเรียนรู้ และหลีกเลี่ยงการกระทำบางอย่างที่อาจส่งเสริมให้ข้อถูกทำลายเร็วขึ้น เช่น การนั่งพับเข่าในกรณีที่มีข้อเข่าอักเสบ หรือการบิดข้อมือในกรณีที่มีข้อมืออักเสบ การรู้จักใช้กายอุปกรณ์บางอย่าง เช่น ไม้เท้า เครื่องช่วยเดิน จะช่วยให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวคล่องขึ้นและหลีกเลี่ยงแรงที่กระทำต่อข้อได้
4. การผ่าตัด จะมีบทบาทในการรักษาโรครูมาตอยด์ในกรณีที่ข้อถูกทำลายไปมากแล้ว หรือกรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เอ็นขาด เป็นต้น การผ่าตัดซ่อมแซมหรือเปลี่ยนข้อจะช่วยให้ข้อทำงานได้ดีขึ้น
===============
อาการปวดมือและข้อมือ
===============
มือเป็นอวัยวะที่ใช้ในการหยิบจับและทำงานหลักของร่างกาย การมีพยาธิสภาพที่มือจะเป็นอุปสรรคกับการทำงานและผลกระทบต่อการทำกิจวัตรประจำวัน ปัญหาของมือและข้อมือที่พบบ่อยได้แก่โรคข้อนิ้วมือเสื่อม
โรคข้อเสื่อมเป็นสาเหตุของอาการปวดข้อของมือที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นข้อนิ้วมือเสื่อม การดำเนินโรคจะค่อยเป็นค่อยไป อาจเป็นผลจากพันธุกรรม การบาดเจ็บ หรือการใช้งานของข้อนิ้วมือที่มากจนเกินไป ผู้ป่วยจะมีอาการปวดขัดข้อนิ้วมือเวลาใช้งาน อาจตรวจพบปุ่มกระดูกนูนขนาดเท่าเมล็ดถั่วที่บริเวณข้อปลายนิ้วมือและข้อกลางนิ้วมือ ตำแหน่งของข้อเสื่อมที่พบบ่อยคือ ข้อปลายนิ้วมือ ข้อกลางนิ้วมือ และข้อโคนนิ้วหัวแม่มือ
ภาวะเส้นประสาทมีเดียนถูกกดทับหรือ carpal tunnel syndrome
ภาวะนี้เกิดจากการที่อุโมงค์ที่เส้นประสาทมีเดียนลอดผ่านแคบลง ทำให้เส้นประสาทมีเดียนถูกกดเบียดและเกิดความผิดปกติในการทำงานของกล้ามเนื้อหรือความรู้สึกตามแนวที่เส้นประสาทมีเดียนไปเลี้ยง คือบริเวณด้านฝ่ามือของนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้และนิ้วกลาง อุโมงค์ดังกล่าวอยู่ที่บริเวณข้อมือด้านฝ่ามือ ภาวะที่ทำให้อุโมงค์แคบลงมีได้หลายสาเหตุเช่น การใช้งานของข้อมือมากจนเกินไป และการติดเชื้อในข้อมือ เป็นต้น อาการมีได้หลายแบบเช่น ชาหรือปวดบริเวณมือ มืออ่อนแรงไม่สามารถหยิบจับสิ่งของได้ รู้สึกเหมือนนิ้วมือหนาหรือบวมขึ้น ปวดแสบร้อนคล้ายไฟช๊อตที่นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้และนิ้วกลาง หรือมีอาการชาในเวลากลางคืนต้องตื่นขึ้นมาสะบัดมือ การรักษาประกอบด้วยการปรับการทำงานโดยหลีกเลี่ยงการใช้งานบริเวณข้อมือไม่ให้มากจนเกินไปหรือการดามข้อมือเพื่อลดการใช้งาน รับประทานยาต้านการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือฉีดยาสเตียรอยด์เข้าบริเวณอุโมงค์เพื่อลดอาการบวมและการอักเสบ สำหรับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวอาจทำการรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อทำให้อุโมงค์กว้างขึ้นเป็นการลดการกดเบียดของเส้นประสาทมีเดียน
ถุงน้ำที่มือหรือ ganglion cyst
เป็นสาเหตุของก้อนที่บริเวณมือที่พบได้บ่อยที่สุด มีลักษณะเป็นถุงน้ำนุ่ม รูปร่างกลม ผิวเรียบ อาจเจ็บหรือไม่ก็ได้ พบได้บ่อยที่บริเวณหลังมือและข้อมือด้านฝ่ามือ สาเหตุของการเกิดถุงน้ำนี้ยังไม่ทราบชัดเจน ก้อนจะโตขึ้นอย่างช้าๆและอาจทำให้มีอาการปวดบริเวณข้อมือโดยเฉพาะเมื่อใช้งาน ในระยะแรกที่ยังไม่มีอาการอาจไม่มีความจำเป็นต้องรักษา แต่ควรปรึกษาแพทย์เมื่อถุงน้ำโตมากขึ้นจนเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานของมือและข้อมือ การรักษาประกอบด้วย การพักข้อหรือดามข้อมือที่ใกล้กับถุงน้ำเพื่อลดการใช้งาน รับประทานยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ การเจาะดูดน้ำออก การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าบริเวณถุงน้ำ และการผ่าตัดเอาถุงน้ำออก
การอักเสบของเอ็นและปลอกหุ้มเอ็นบริเวณมือ
เอ็นของกล้ามเนื้อคือเนื้อเยื่อที่เป็นลักษณะเหมือนเทปหนาเชื่อมระหว่างกระดูกและกล้ามเนื้อ เมื่อมีการอักเสบของเอ็นดังกล่าวอาจทำให้คลำได้เป็นก้อนนูนและปวดตามแนวของเอ็นกล้ามเนื้อมัดนั้น ตามปกติเอ็นของกล้ามเนื้อจะมีปลอกหุ้มเอ็นคลุมอยู่ บางคนจึงอาจมีการอักเสบของเอ็นและปลอกหุ้มเอ็นในคราวเดียวกัน สาเหตุของการอักเสบนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นภายหลังจากการใช้งานมากจนเกินไป การบาดเจ็บ หรือภายหลังการออกกำลังกายอย่างหนัก แต่การอักเสบของเอ็นและปลอกหุ้มเอ็นอาจเกิดสัมพันธ์กับโรคบางอย่างก็ได้เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
การอักเสบของเอ็นที่พบได้บ่อยได้แก่- การอักเสบของเอ็นที่ทำหน้าที่ในการกระดกข้อมือขึ้น เรียกว่า lateral epicondylitis การอักเสบของเอ็นดังกล่าวจะทำให้มีอาการปวดบริเวณด้านนอกของข้อศอกที่อยู่ตรงกับแนวของนิ้วหัวแม่มือในท่าคว่ำฝ่ามือ อาการปวดจะเป็นมากขึ้นเมื่อต้องออกแรงกระดูกข้อมือขึ้น
- การอักเสบของเอ็นที่ทำหน้าที่ในการงอข้อมือลง เรียกว่า medial epicondylitis การอักเสบจะทำให้มีอาการปวดบริเวณด้านในของข้อศอกและอาจปวดร้าวไปถึงข้อมือได้และจะปวดมากขึ้นเมื่อหักข้อมือลง
- การอักเสบของเอ็นที่ทำหน้าที่ในการกระดกนิ้วหัวแม่มือ เรียกว่า De Quervian’s tenosynovitis การอักเสบจะทำให้มีอาการปวดบวมของเอ็นที่อยู่บริเวณโคนนิ้วหัวแม่มือ
- การอักเสบของเอ็นและปลอกหุ้มเอ็นที่ใช้ในการกำมือ เรียกว่า trigger finger เมื่อมีการอักเสบจะทำให้มีการบวม หนาของปลอกหุ้มเอ็นบริเวณโคนนิ้วมือด้านฝ่ามือ จะมีอาการเจ็บบริเวณโคนนิ้วมือมากเมื่อกำมือ อาจกำมือลำบากหรือกำแล้วเหยียดนิ้วออกยาก บางครั้งนิ้วอาจเหยียดเด้งออกมาเหมือนสปริงการรักษาภาวะอักเสบของเอ็นและปลอกหุ้มเอ็นอักเสบคือ การลดกิจกรรมหรืองานที่ต้องทำในท่ากำมือเช่น การหิ้วของหนัก เป็นต้น การดามบริเวณที่มีอาการจะช่วยป้องกันไม่ให้มีการใช้งานมากจนเกินไป รับประทานยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์เพื่อลดอาการปวดและการอักเสบ การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าในตำแหน่งที่มีพยาธิสภาพจะช่วยลดการอักเสบลงได้ หากรักษาด้วยวิธีดังกล่าวแล้วยังไม่ดีขึ้นหรือกลับเป็นซ้ำบ่อยๆจะพิจารณาให้การผ่าตัดเลาะปลอกหุ้มเอ็นในที่สุด
============
โรคเก๊าท์เทียม
============โรคเก๊าท์เทียมคืออะไร ?
โรคเก๊าท์เทียมเป็นโรคข้ออักเสบจากผลึกเกลือชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า calcium pyrophosphate dihydrate สามารถก่อให้เกิดการอักเสบเลียนแบบโรคเก๊าท์ได้ จึงเรียกว่าโรคเก๊าท์เทียมโรคเก๊าท์เทียมพบได้ในผู้ใดบ้าง ?
โรคนี้พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป พบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย นอกจากนี้สามารถพบได้ในผู้ที่มีความผิดปกติทางระบบต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซั่มบางอย่างโรคนี้มีอาการและอาการแสดงอย่างไรบ้าง ?
ผู้ป่วยโรคนี้อาจมาพบแพทย์ด้วยอาการและอาการแสดงต่าง ๆ กันออกไป เช่น1. บางรายมาด้วยอาการข้ออักเสบเฉียบพลันแบบเป็น ๆ หาย ๆ เลียนแบบโรคเก๊าท์
2. บางรายอาจมาด้วยอาการปวดข้อเรื้อรังแบบโรคข้อเข่าเสื่อม หรืออาจพบร่วมกับโรคข้อเข่าเสื่อมได้
3. บางรายอาจมาด้วยอาการของข้ออักเสบเรื้อรังเลียนแบบโรครูมาตอยด์ได้
4. บางรายอาจไม่มีอาการแต่สามารถตรวจพบได้ทางภาพรังสี
5. อาการปวดคอที่เป็นอาการปวดร้าวมาจากอวัยวะอื่น ๆ โรคบางชนิด เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอาจมีอาการปวดร้าวมาที่บริเวณลำคอได้
การวินิจฉัยโรคเก๊าท์เทียม
การวินิจฉัยโรคนี้จำเป็นต้องอาศัยการตรวจน้ำไขข้อซึ่งจะพบผลึกเกลือ calcium pyro-phosphate dihydrate ซึ่งแยกได้จากผลึกยูเรตในโรคเก๊าท์ และต้องอาศัยการตรวจทางภาพรังสีที่จะตรวจพบลักษณะหินปูนจับที่แนวกระดูกอ่อน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้
การรักษาโรคเก๊าท์เทียม
ในปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถไปละลายหินปูนออกจากกระดูกอ่อนได้ ดังนั้นการรักษาโรคนี้ส่วนใหญ่จึงเน้นไปที่การรักษาอาการอักเสบของข้อ การป้องกันการเป็นซ้ำ และการตรวจหาโรคร่วมที่อาจพบร่วมกับโรคเก๊าท์เทียม พร้อมให้การรักษาควบคู่กันไป
1. การรักษาทางยา ในรายที่มีข้ออักเสบเฉียบพลัน แพทย์จะใช้ยาลดการอักเสบ เช่น ยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ หรืออาจใช้ยาโคลชิซิน เหมือนกับการรักษาในโรคเก๊าท์
2. ในรายที่มีน้ำไขข้อมาก การดูดเอาน้ำไขข้อออกจะสามารถช่วยลดการอักเสบของข้อได้
3. ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อยารับประทาน อาจจำเป็นต้องใช้ยาฉีดเข้าข้อ ซึ่งการรักษาแบบนี้ไม่ควรจะกระทำบ่อย
4. การทำกายภาพบำบัด เป็นส่วนสำคัญเหมือนกับการดูแลข้ออักเสบทั่วไป
ขอบคุณสำหรับที่มาของข้อมูลค่ะ
อ่านข้อมูลเรื่องอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่นี่นะค่ะ สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย
Did you enjoy this post? Why not leave a comment below and continue the conversation, or subscribe to my feed and get articles like this delivered automatically to your feed reader.





















ชื่อเชอรี่ อยู่พิษณุโลก เป็นรูมาตอยด์ แบบไม่รู้ตัวค่ะ มารู้ก็เมื่อกระดูกนิ้วมือเสียรูปร่างไปแล้ว รักษาโดยใช้สเตียรอยด์ และยากดภูมิ ยิ่งแย่ลง (หมอบอกว่ายิ่งควบคุมโรคไม่ได้) ค่า RF (รูมาตอยด์ แฟคเตอร์ สูงขึ้นเร็วมาก) มารู้จักทรานเฟอร์แฟคเตอร์ (TF) หักดิบไม่ใช้สเตียรอยด์ และกดภูมิ ***ตัดสินใจเลือกทางชีวิตเอง ตายเป็นตาย ขอใช้ TF อย่างเดียว เดือนแรกทรมานมากปวดก็ทน ไม่ไหวจริงๆ ใช้โมบิก แม้ทรมานจากความปวด แต่สภาพร่างกายขัดกันมากคือ นอนหลับได้ดีขึ้น ดูสดชื่นขึ้น ผิวพรรณผ่อง (ผองเพื่อนที่เห็นหน้าทักทายว่า รี่ไปทำอะไรมา ผอมลง (นน.หายไป 6 กก.) รี่รีบถามว่า ดูโทรมเหรอ เพื่อนบอกว่าไม่โทรม ดูสดใส) หลังใช้ TF ได้สามเดือนตรวจเลือด RF อยู่ที่ 64 ดีใจมาก เม็ดเลือดขาว 8,700 ตับ ไต ค่ามาตราฐานดีค่ะ ใครเป็นรูมาตอยด์ไม่ต้องกังวล สู้ๆ อย่างรี่ ทำใจให้เบิกบาน ไม่โมโห ไม่นอนดึก ไม่โกรธ รี่ยินดีให้คำปรึกษา โทรมาที่ เชอรี่ 082-1774336 Mail และ Facebook bongkotras1563@hotmail.co.th