หนี้ศักดิ์สิทธิ์

สวัสดีค่ะ ไม่ได้เข้ามาโพสเสียหลายวัน
เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาธุรกิจออนไลน์ ที่ต้องลงทุนเรื่องเวลามากพอสมควร
ซึ่งวันหลังจะมาพูดคุยให้ฟังกันนะคะ

ที่จริงก็ยังมีติดค้างเรื่องที่ต้องโพสต์อยู่อีกหลายเรื่องเลย
แต่วันนี้อยากหยิบเรื่องดีๆเอามาฝากก่อนค่ะ
พรุ่งนี้ก็วันแม่แล้ว ลองมาอ่าน มาฟังเรื่องดีๆ ที่อาจทำให้เรารู้สึกดีๆมากขึ้นกันนะคะ

เรื่องแรก เป็นเสียงอ่านประกอบดนตรี เรื่อง หนี้ศักดิ์สิทธิ์ ไพเราะและน่าฟังมากค่ะ
ซึ่งสามารถฟังแบบออนไลน์หรือดาวน์โหลดเก็บไว้ฟังได้เลยนะคะ ลองคลิกไปฟังดูค่ะ
ขอขอบคุณ: ท่านอาจารย์ชยสาโร และทีมงานที่ทำเรื่องนี้ทุกท่าน รวมถึงคุณโจโฉ สำหรับแหล่งที่มานะคะ

อีกเรื่อง หยิบมาฝาก จากอีเมล์ที่ได้รับจากหลานชายวันนี้เอง
ซึ้งๆสั้นๆ ..ก่อนถึงวันแม่ค่ะ

แม่ผู้แก่เฒ่าเดินไม่ได้คนหนึ่ง
เป็นที่รำคาญใจของลูกชายเหลือเกิน..

สมัยนั้นยังไม่มีสถานสงเคราะห์คนชรา
จึงไม่รู้ว่าจะเอาแม่ไปฝากใครให้เลี้ยงแทน
ชายหนุ่มจึงตัดสินใจ
แบกเอาไปปล่อยป่าให้อยู่ตามยถากรรม..

ระหว่างทาง
แม่ไม่ได้วอนขอ..
ไม่ถาม.. ไม่ว่าอะไร..
ตั้งใจหักกิ่งไม้ตามทาง เรื่อยไป
เข้าป่าลึก ไกลมากแล้ว
ลูกชายวางแม่ลงบนโขดหิน แล้วหันหลังกลับทางเดิมไป

ตอนนี้เอง ที่แม่ตะโกนตามหลังลูกชาย..
“ลูกเอ๋ย ..
เดินตามรอยกิ่งไม้ที่แม่หักไว้ให้นะ
จะได้ไม่หลงทาง”

ถึงตรงนี้แล้ว..
เชื่อว่าหลายๆคนก็อาจเคยมีประสบการณ์ที่ว่า
เคยไปพัก ไปอาศัย หรือได้รับน้ำใจจากใครคนอื่นมาแล้ว
เช่น ได้พักอาศัยค้างแรมสักคืนสองคืน
ได้รับการเลี้ยงอาหารกันมื้อสองมื้อ
หรือบางคน อาจเคยได้รับมากกว่านั้น..

ซึ่งเราที่เป็นคนรับน้ำใจในความเอื้ออาทรนั้น
ก็รู้สึกดีใจ ปลาบปลื้ม.. และคิดอยากตอบแทนน้ำใจนั้นเช่นกัน
หรือว่า.. ไม่เคยคิดคะ ;)

แล้วมีสักกี่ครั้งกันคะ
ที่เราจะนึกถึงข้าวปลา อาหาร เสื้อผ้า ที่พักอาศัย
ซึ่งเราใช้มาตั้งแต่เกิด ..จนมาถึงวันนี้
ใครกันนะที่เป็นผู้ให้ เป็นผู้ดูแล และคอยเป็นห่วงเป็นใย
แถมยังคอยป้อนข้าว ป้อนน้ำ
และยังต้องมาเช็ดสิ่งของที่เราขับถ่ายออกมาอีก

คิดย้อนกลับไปบ้าง สักครั้งนึงก็ยังดีค่ะ
อย่างน้อย.. ก็เป็นหนึ่งขณะที่เราคิดดี
แต่จะดีกว่านั้น..
ก็คือ คิด แล้วทำด้วย ..นะคะ
สักครั้ง.. ก็ยังดีค่ะ

ใครที่ทำอยู่แล้วก็ขอชื่นชม ณ ตรงนี้ด้วยใจจริงค่ะ
ใครที่ยังไม่ได้คิดถึงตรงนี้เลย อยากให้ลองฟังเรื่อง หนี้ศักดิ์สิทธิ์ ที่หยิบมาฝากดูค่ะ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ขอให้คุณทุกคนมีความสุขนะคะ ;)

ป.ล. ใครดาวน์โหลดไม่ได้ หรือว่าต้องการเป็นแบบซีดี ก็สามารถแจ้งเราในคอมเมนต์ได้นะคะ จะจัดส่งไปให้


Tags: ,

เข็มทิศชีวิต

เคยมั้ยคะ

ที่รู้สึกว่า พอแล้ว ไม่อยากเหนื่อยในการแสวงหาอะไร.. มากไปกว่านี้
รู้สึกว่า พอใจ กับสิ่งที่มี และอยากสร้างความรู้สึกดีๆ ..ให้กับใจ

อาจยังไม่พอสำหรับหลายๆคน ที่ยังมีภาระหน้าที่
แม้ว่าบางทีบางครั้ง เราอยากหยุดอยากพอก็ตาม

เมื่อคืนได้ดูรายการสุริวิภา เชิญคุณอ้อย ฐิตินาถ ณ พัทลุง ผู้เขียนหนังสือ “เข็มทิศชีวิต” มาสัมภาษณ์ ซึ่งล่าสุดพิมพ์เป็นครั้งที่ 52 แล้ว สำหรับหนังสือเล่มนี้ ได้ยินจากคุณอ้อยผ่านทางรายการสุริวิภาว่า ในเดือนพฤษภาคมนี้มีจำหน่ายที่ 7-11 ในราคา 59 บาทด้วยค่ะ ลองสอบถามทางร้าน 7-11 ดูนะคะ แต่ถ้าอยากดูเทปรายการเมื่อคืนเข้าไปดูได้ที่ http://hiptv.mcot.net ค่ะ

thitinat1.jpg

แต่ถึงแม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะพิมพ์ออกมาแค่ครั้งเดียว หรืออาจจะไม่ได้เป็นที่นิยม เราก็อยากแนะนำให้หามาอ่านค่ะ เพราะอาจจะมีบางเรื่องหรือบางประโยค ที่อาจจะเป็นเข็มทิศให้ชีวิตเรามีความทุกข์น้อยลงได้ ถ้าไม่สะดวกกับการไปหาซื้อหนังสือ ก็ขอแนะนำให้เข้าไปที่ เว็บเข็มทิศชีวิต เพื่ออ่านและดูแบบออนไลน์รวมทั้งดาวน์โหลดไฟล์ได้ฟรีค่ะ

ถ้าไม่ชอบอ่านหนังสือก็ลองฟังเสียงเธอดูก็ได้ค่ะ

อันที่จริงเราเคยคิดจะเขียนถึงหนังสือเล่มนี้เมื่อนานมาแล้ว เพราะได้ข้อคิดอะไรดีๆเยอะมาก.. และจะว่าไปก็ยังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่บ่อยๆ ก็อาจจะคล้ายๆกับใครอีกหลายคนที่ยังหยิบขึ้นมาอ่านเวลาที่เห็นหนังสือเล่มนี้วางอยู่ใกล้มือ

ขอขอบคุณ www.budpage.com, www.khunnadham.com และแหล่งที่มาของลิงค์และไฟล์ต่างๆที่นำมาแนะนำที่นี่ค่ะ ;)


Tags: ,

สุนทรพจน์ที่สร้างความประทับใจไปทั่วโลกของ Steve Jobs

วันนี้ได้มีโอกาสไปอ่านกระทู้นี้ในเว็บไซต์ลานธรรมเสวนา แล้วรู้สึกว่าดี ..ง่ายๆ ได้ใจความที่สร้างแรงบันดาลใจที่ดีให้กับใครๆหลายคนได้ รวมทั้งเราเองด้วย เลยอยากหยิบมาฝากค่ะ

สุนทรพจน์ที่สร้างความประทับใจไปทั่วโลกของ Steve Jobs
(ผู้ก่อตั้ง Apple และผู้สร้าง Macintoch )
 (มีไฟล์ที่แปลเป็นไทยแล้วให้อ่านค่ะ)

ขอขอบคุณที่มาค่ะ ลานธรรมเสวนา   และขอขอบคุณผู้แปลเอกสารนี้เผยแพร่ด้วยค่ะ


Tags:

สิ่งธรรมดา คือสิ่งพิเศษ

วันนี้ได้รับเมล์จากน้องปุ๋มค่ะ อ่านแล้วรู้สึกว่าดี เลยอยากหยิบมาแบ่งปันกันที่นี่ด้วย ..ขอขอบคุณน้องตรงนี้อีกครั้งนะคะ ;)

======================
สิ่งธรรมดาคือสิ่งพิเศษ

เรื่อง วนิษา เรซ
คัดลอกจาก Post Today

บางครั้งในชีวิตประจำวัน เรารู้สึกว่ามีหน้าที่หลายอย่างที่เรา ต้องทำ ทั้งๆ ที่ขี้เกียจแสนขี้เกียจ หรือเหนื่อยแสนเหนื่อยแล้วจากการทำงาน เช่น การล้างจาน การท่องหนังสือ การจดจ่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แถมพ่อแม่หลายท่านในปัจจุบันนอกจากทำงานเหนื่อยแล้วยังต้องมานั่งรับส่งลูกเรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์อีก…เวลานั่งรอบางครั้งก็เหนื่อยจนลืมชื่นใจความเก่งความน่ารักของลูก

สิ่งของเหล่านี้ดูธรรมดาและดูเหมือนเป็น หน้าที่ที่เราต้องกระทำ ทั้งๆ ที่บางครั้งทำให้เราหงุดหงิดพอควรเลย…ตัวหนูดีเป็นคนเกลียดการล้างจานมาก เพราะไม่ชอบความเหนอะของคราบอาหารและความสากมือหลังจากล้างจานเสร็จ ถึงขนาดมีกฎประจำใจเลยว่า ผู้ชายคนไหนจะมาขอหนูดีแต่งงาน หนูดีจะให้ล้างจานให้ดูก่อน…แถมอาจมีการเซ็นสัญญากันว่า หนูดียินดีทำอาหารทุกชนิดแต่ฝ่ายชายต้องรับอาสาเป็นผู้ล้างจาน…จนกระทั่งวันหนึ่งหนูดีได้ไปปฏิบัติธรรมในวิถีเซน การไปอยู่วัดครั้งนั้น ทุกคนต้องล้างจานเอง…พระสอนว่า เวลาล้างจานเราต้องการอะไรจากการล้างจาน…คำตอบของพวกหนูดี คือ เราต้องการให้จานสะอาด (แหม ถามอะไรตอบง่ายอย่างนี้ ก็มันชัดเจนอยู่แล้วใช่ไหมคะ)…แต่ท่านบอกว่า ตอบผิดค่ะ …อ้าว ถ้าไม่อยากให้จานสะอาดแล้วจะล้างไปทำไมคะ หนูดีงงมาก…ท่านตอบว่า จากนี้ไป ขอให้ล้างจานเพื่อล้างจานได้ไหม…

ทำไมต้อง ล้างจานเพื่อล้างจานกว่าหนูดีจะเข้าใจและทำได้ก็ผ่านไปจากนั้นนานแสนนาน และทุกวันนี้หนูดีก็ยังฝึกเป็นประจำ… เคล็ดอยู่ตรงนี้เองค่ะ หากเราล้างจานเพื่อต้องการให้จานสะอาด ก็เหมือนกับเราโยนทิ้งปัจจุบันแล้วรอให้ความสุขเกิดขึ้นในอนาคต แต่ปัจจุบันคือความทุกข์ที่ต้องอยู่กับจานสกปรก เราจะมีความสุขก็ต่อเมื่อจานสะอาดแล้วเท่านั้น …สรุปว่าใช้ชีวิตแค่กับเป้าหมาย รอให้เป้าหมายเป็นผลแล้วค่อยยอมปล่อยใจให้เป็นสุข แต่หากเราเปลี่ยนมาเป็นทำใจให้สุขในขณะล้างจาน จิตจดจ่ออยู่กับน้ำ ฟองน้ำและจาน…เป็นสุขอยู่ตรงนั้น ซึ่งหลังจากครั้งแรก พระท่านก็สอนที่สูงขึ้นไปอีกว่า จินตนาการดูสิว่า จานเป็นพระพุทธรูปและเรากำลังชำระล้างท่านให้สะอาดอยู่…น่ารักมากเลยค่ะ ไม่เห็นต้องรอวันสงกรานต์แล้วค่อยสรงน้ำพระ ถ้าคิดอย่างนี้ได้ ความสุขเล็กๆ ก็เกิดขึ้นได้ตลอดวัน

ในการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุข…หนูดีคิดว่า เราต้องแยกให้ออกระหว่างวิถีและเป้าหมายก่อน … คนส่วนใหญ่มักเอาความสุขไปผูกไว้กับ เป้าหมายแต่หลงลืมว่า เวลาเกือบทั้งหมดในชีวิตอยู่ที่ วิถีในการไปถึงเป้าหมายนั้น เหมือนเมื่อก่อนหนูดีตั้งเป้าไว้ว่า จะเรียนให้ได้คะแนนดีๆ ให้ได้เกียรตินิยม…และระหว่างภาคเรียนจะต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหนหนูดีไม่มีหวั่น เพราะเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก…พอสอบเสร็จโล่งอกสบายใจ ได้เกรดดีๆ ก็ดีใจอยู่แผล็บเดียวเดี๋ยวก็เปิดเทอมอีกแล้ว…จะเป็นจะตายต่อไปอีกเทอม…พอมาดูจริงๆ แล้วเรียนปริญญาตรีเราจะได้เห็นเกรดตัวเองหลักๆ ก็ 8 ครั้ง โอ้โห เวลา 4 ปี จะยอมให้ตัวเองมีความสุขใหญ่ๆ แค่ 8 ครั้ง ก็ดูเป็นชีวิตที่เศร้าสร้อยไปหน่อยนะคะ

ดังนั้น การกลับมาปรับ วิถีให้เรามีสุขขึ้นในระหว่างทางกลับทำให้ดัชนีความสุขมวลรวมของชีวิตเราพุ่งสูงขึ้นอีกมาก เมื่อหารเฉลี่ยแล้วทั้งชีวิตเราน่าจะมีความสุขขึ้นอีกมากนะคะเดี๋ยวนี้หนูดีเลยมี กฎในการใช้ชีวิตว่า วิถีคือเป้าหมายพูดง่ายๆ ว่า การทำใจให้สุขเป็นประจำวัน มีสุขในวิถี นั่นแหละคือเป้าหมาย ของหนูดี ส่วนเป้าหมายใหญ่ๆ ภายนอกก็ยังมีอยู่ค่ะ ไม่ได้ทิ้งหายไปไหน หนูดียังคงวางแผนชีวิตและมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่เช่นเดิม…อาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเป้าหมายเหล่านั้นไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะตัวหนูดีคนเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่ยังรวมคนอื่นๆ ในสังคมเข้ามาอีกด้วย และหนูดีไม่รอให้ เป้าหมายสำเร็จแล้วค่อยเป็นสุข…ไม่มีกฎอะไรกำหนดนี่คะว่าต้องรอ ก็เลยขอเป็นสุขเรื่อยๆ ดีกว่า

ท่าน ติช นัท ฮันท์ พูดเรื่องนี้ไว้ดีมาก…หนูดีเอามาเขียนเตือนใจตัวเองหน้าหนังสือขอบคุณสรรพสิ่งที่เขียนก่อนนอนเลยค่ะว่า ปาฏิหาริย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือบินอยู่บนอากาศ แต่ปาฏิหาริย์คือการเดินอยู่บนผืนดินและมีความสุขในทุกย่างก้าว หนูดีเห็นด้วยอย่างมาก เพราะชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่องธรรมดาเช่น ตื่นมาอาบน้ำ แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ ตอนเย็นกลับมาก็เห็นหน้าภรรยาหรือสามีคนเดิมๆ ใส่ชุดธรรมดาๆ…หน้าตาเราหรือก็ธรรมดาๆ…ใช่ค่ะ เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนธรรมดาๆ มีชีวิตธรรมดาๆ กันทั้งนั้น

แต่ถ้าความ ธรรมดานี้หมดไปล่ะคะ เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือสามีเราถูกรถชนตาย หรือเราถูกไล่ออกจากงานที่เราเบื่อแสนเบื่อ…เรื่องก็จะ ไม่ธรรมดาไปในทันที และในเวลานั้นเอง เราจะหวนมาคิดเสียดายความ ธรรมดาจนใจแทบจะขาด…หนูดีไม่ได้พูดเองเออเองนะคะ แต่เพราะหนูดีอยู่ในอาชีพที่ได้เห็นความพลัดพรากสูญเสียในครอบครัวมาเยอะมาก จนเกิดเป็นกฎประจำใจเลยว่า ให้เรารีบชื่นชมกับความ ธรรมดาที่เรามีและใช้ชีวิตประหนึ่งว่า สิ่งนั้นคือสิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล เพราะสิ่งธรรมดาๆ แท้จริงแล้วคือสิ่งที่พิเศษที่สุดแล้วค่ะ

วันนี้ หนูดีขอชวนแฟนๆ คอลัมน์ลองมองหาสิ่งธรรมดาๆ สักสองสามสิ่งที่เรามองข้ามไปแล้วลองคิดขอบคุณเขาไหมคะ เช่น วันนี้เราไม่ปวดฟันเลย ขอบคุณฟันที่อยู่อย่างปกติ หรือวันนี้ลูกของเรายังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า เรามีความสุขจัง หรือแม้แต่ วันนี้รถของเรายังไม่ถูกชน โชคดีจังเลย…เรื่องสุดท้ายนี่หนูดีคิดเป็นประจำเลยค่ะ เพราะในโลกนี้ หนูดีเป็นหนึ่งในคนที่รถชอบโดนชนประจำขนาดขับช้าเหมือนเต่าคลาน ดังนั้น หากวันไหนรถหนูดีอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แค่ได้มองเห็น ก็เป็นสุขแล้วค่ะ

สุขสันต์วันธรรมดาๆ อีกวันหนึ่งนะคะ ขอให้ทำงานอย่างเป็นสุขค่ะ
 
======================

 
ขอถือโอกาสขอบคุณคุณหนูดี หรือคุณวนิษา เรซ ตรงนี้ด้วยค่ะ


Tags:

บทสวดและเพลงในทางพระพุทธศาสนา

สืบเนื่องมาจากคืนวันก่อนโน้น.. ได้ไปฟังพระสวดอภิธรรม แล้วเจ้าภาพเค้าเปิดเพลงที่เป็นบทสวดประกอบในงาน เราฟังแล้วรู้สึกว่าเพราะมาก ..ชอบ ก็เลยคิดจะค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมดู..

วันนี้ก็เลยได้เข้าไปฟัง บทสวดและเพลงในทางพระพุทธศาสนา ที่ค้นเจอจากเว็บบล็อกของคุณ buddhamantra เรามีความคิดว่าบทสวดที่แปลแล้วไพเราะเป็นบทเพลงแบบนี้ก็ทำให้เข้าใจได้ง่ายมากกว่าการท่องจำแล้วมาอ่านบทแปลนะคะ ที่สำคัญคือ เป็นเพลงที่เพราะมาก(ในความรู้สึกเรา) ถ้าฟังแล้วร้องตามได้เหมือนกับการฟังเพลงทั่วๆไปที่เค้าเปิดกันทุกวันนี้ คงจะดีมีกุศลให้ตัวเองไม่น้อย ..ลองไปฟังดูค่ะ 

ที่มาค่ะ http://www.oknation.net/blog/buddhamantra/video/6382


Tags: ,